ชื่อบรบือในฐานะตำนานท้องถิ่น

ชื่ออำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นตัวอย่างของชื่อบ้านนามเมืองที่มีคำอธิบายหลายชั้น ชั้นหนึ่งคือเรื่องเล่าพื้นบ้านเกี่ยวกับควายตัวใหญ่ดุร้ายหรือควายเปลี่ยว อีกชั้นหนึ่งคือประวัติการตั้งชื่ออำเภอที่ปรากฏในเอกสารท้องถิ่น วิชาการ และราชการ การอ่านเรื่องนี้จึงควรมองทั้งสองด้านพร้อมกัน โดยไม่รีบตัดสินว่าทุกเวอร์ชันเป็นประวัติศาสตร์ตามตัวอักษร

ในบันทึกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและงานวิชาการที่อ้างบริบทพื้นที่บรบือ พบว่าเรื่องชื่อบรบือถูกเล่าซ้ำในหลายแนวทาง บางแนวอิงเหตุการณ์เหนือจริงหรือกึ่งอัศจรรย์ในแบบมุขปาฐะ บางแนวผูกกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างดินเค็มและบ่อเกลือสินเธาว์ ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่การหาเวอร์ชันเดียวให้จบ แต่อยู่ที่การเห็นว่าคนในพื้นที่อธิบายภูมิประเทศ ความทรงจำ และชื่ออำเภอผ่านเรื่องเล่าอย่างไร

ควายเปลี่ยว หนองบ่อ และบึงกุย: เรื่องเล่าที่เดินทางผ่านชื่อสถานที่

ตำนานที่เป็นที่จดจำเล่าว่ามีควายตัวใหญ่ดุร้าย ถูกชาวบ้านไล่ตามผ่านหลายพื้นที่ เช่น กำพี้ บัวมาศ ห้วยคันหอก โนนทัน หนองบ่อ และบึงกุย ในแนวเรื่องนี้ ควายไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ในไร่นา แต่กลายเป็นตัวละครที่ทำให้ภูมิประเทศมีความหมาย ชื่อสถานที่ต่าง ๆ จึงถูกเชื่อมเข้าหากันราวกับเป็นร่องรอยการเคลื่อนที่ของเหตุการณ์เดียว

บางสำนวนเล่าว่าควายถูกยิงบริเวณสะดือ จนเกิดคำอธิบายชื่อว่า “บ่อสายบือ” หรือบ่อที่เกี่ยวกับสายสะดือของควาย บางสำนวนเน้นว่าควายขวิดดินจนเกิดบ่อ และโยงไปสู่คำว่า “บ่อกระบือ” หรือ “บ่อระบือ” ส่วนอีกตอนหนึ่งกล่าวถึงการตายของควายจนสัมพันธ์กับชื่อบึงกุย รายละเอียดเหล่านี้มีลักษณะเป็นตำนานพื้นบ้านมากกว่าหลักฐานประวัติศาสตร์โดยตรง เพราะอาศัยภาพจำ การเล่าต่อ และการเล่นเสียงของคำ

อย่างไรก็ตาม การจัดเรื่องนี้ไว้ในหมวดตำนานท้องถิ่นไม่ได้หมายความว่าเรื่องเล่าไม่มีคุณค่า ตรงกันข้าม มันสะท้อนวิธีที่ชุมชนใช้สัตว์ ภูมิประเทศ และชื่อบ้านนามเมืองมาอธิบายอดีตของตนเอง ตำนานควายเปลี่ยวช่วยให้เห็นโลกทัศน์ของชุมชนเกษตรกรรมอีสานที่คุ้นกับทุ่งนา หนองน้ำ และควาย แต่เมื่อพูดถึงความเป็นมาของชื่ออำเภอในเชิงเอกสาร จำเป็นต้องแยกออกจากความเชื่อพื้นบ้านให้ชัด

สามคำอธิบายของชื่อบรบือ: สายบือ กระบือ และระบือ

แหล่งท้องถิ่นของตำบลบรบือสรุปที่มาของชื่อไว้หลายแนวทาง แนวแรกคือ “บ่อสายบือ” จากเรื่องสะดือควาย แนวที่สองคือ “บ่อกระบือ” หรือ “บ่อระบือ” จากควายขวิดดินหรือคำที่เพี้ยนมาจากกระบือ แนวที่สามคือ “ระบือ” ในความหมายว่าบ่อเกลือสินเธาว์ของพื้นที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล การมีหลายแนวเช่นนี้แสดงว่าชื่อเดียวสามารถเก็บทั้งนิทานเสียงคำและความทรงจำเกี่ยวกับทรัพยากรไว้พร้อมกัน

งานวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่กล่าวถึงชุมชนในอำเภอบรบือก็สะท้อนภาพใกล้เคียงกัน คือบันทึกคำอธิบายชื่อจากสามประเด็น ได้แก่ สายบือของควาย กระบือขวิดดิน และบ่อเกลือที่ระบือไกล การที่แหล่งต่างประเภทเล่าโครงเดียวกัน ทำให้เห็นว่านี่เป็นชุดความทรงจำที่แพร่หลายในพื้นที่ แต่ยังไม่ทำให้เหตุการณ์ควายเปลี่ยวกลายเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์โดยอัตโนมัติ

จุดสำคัญคือคำว่า “บรบือ” ถูกอธิบายผ่านเสียงที่ใกล้กันหลายคำ ได้แก่ บือ กระบือ และระบือ เรื่องเล่าจึงทำงานคล้ายสะพานระหว่างภาษากับภูมิประเทศ เมื่อคนในท้องถิ่นเห็นบ่อ หนอง ดินเค็ม หรือได้ยินชื่อเก่า ก็สามารถร้อยเข้าเป็นตำนานได้ การอ่านแบบระมัดระวังจึงควรยอมรับว่าทั้งสามคำอธิบายเป็นมรดกความเชื่อและการเล่าของชุมชน โดยมีน้ำหนักทางเอกสารไม่เท่ากัน

หลักฐานเอกสารกับชื่อบ่อระบือจากบ่อเกลือ

เมื่อหันมาดูด้านเอกสารราชการและข้อมูลเชิงวิชาการ จะพบอีกแกนหนึ่งของเรื่อง แหล่งข้อมูลด้านเกษตรของอำเภอบรบือกล่าวถึงลักษณะพื้นที่ที่มีดินเค็มและแร่เกลือหิน พร้อมเล่าประวัติว่าอำเภอเดิมเกี่ยวข้องกับชื่อประจิมสารคาม ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2443 ต่อมาใน พ.ศ. 2457 ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามพบทรัพยากรบ่อเกลือสินเธาว์ และประทานชื่อ “บ่อระบือ” ก่อนเรียกเป็น “บรบือ”

ข้อมูลจากงานวิชาการที่อ้างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยังกล่าวถึงลำดับชื่อในทางการปกครอง เช่น ประจิมสารคาม ท่าขอนยาง และเหตุการณ์ พ.ศ. 2457 ที่หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์ให้ชื่อ “บ่อระบือ” ด้วยเหตุผลเรื่องบ่อเกลือ รายละเอียดนี้ทำให้เวอร์ชันบ่อเกลือมีฐานเอกสารมากกว่าเวอร์ชันควายเปลี่ยว แม้เอกสารแต่ละแหล่งอาจเน้นรายละเอียดไม่เท่ากัน

ดังนั้น หากถามว่าเรื่องใดควรนับเป็นตำนาน คำตอบคือเรื่องควายเปลี่ยว บ่อสายบือ และกระบือขวิดดินควรอยู่ในฐานะคติเล่าท้องถิ่น ส่วนข้อมูลเรื่องการตั้งชื่อใน พ.ศ. 2457 และการโยงกับบ่อเกลือสินเธาว์ควรนับเป็นข้อมูลประวัติการปกครองที่มีเอกสารรองรับมากกว่า ชื่อบรบือจึงน่าสนใจเพราะไม่ได้มีที่มาเดียว แต่เป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างนิทานของชาวบ้านกับร่องรอยเอกสารของรัฐ