พระธาตุคู่เมืองแพร่ที่มีมากกว่าหนึ่งคำเล่า
วัดพระธาตุช่อแฮตั้งอยู่ที่ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญของจังหวัดแพร่ และเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่ผู้คนรู้จักผ่านประเพณีไหว้พระธาตุประจำปี เรื่องของพระธาตุองค์นี้ไม่ได้มีเพียงประวัติแบบเดียว แต่ปรากฏเป็นชั้นของความทรงจำท้องถิ่น ตำนานศาสนา และข้อมูลทางศิลปกรรมที่เล่าคนละมุมกัน
เมื่อกล่าวถึงพระธาตุช่อแฮ จึงควรอ่านอย่างแยกแยะว่าอะไรคือ “ความเชื่อ” และอะไรคือ “ข้อมูลที่เอกสารหรือการศึกษาสมัยใหม่ระบุ” เพราะแหล่งข้อมูลท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบันทึกไว้ตรงกันว่า ตำนานสำคัญมีอย่างน้อยสองแนว แนวหนึ่งผูกกับตำนานพระเจ้าเลียบโลกและการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า อีกแนวหนึ่งเชื่อมกับสมัยสุโขทัยและพระมหาธรรมราชาหรือลิไท
ความน่าสนใจของพระธาตุช่อแฮจึงอยู่ที่การอยู่ร่วมกันของหลายเสียงเล่า บางเสียงย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล บางเสียงวางเหตุการณ์ไว้ราว พ.ศ. 1879-1881 และบางเสียงจากการศึกษาทางโบราณคดีกลับเสนอว่าองค์เจดีย์ที่เห็นในเชิงรูปแบบน่าจะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 ความต่างเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ศรัทธาลดลง แต่ช่วยให้เห็นว่าพระธาตุองค์หนึ่งสามารถเป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แหล่งประวัติศาสตร์ และพื้นที่ของอัตลักษณ์เมืองแพร่ได้พร้อมกัน
ตำนานพระเจ้าเลียบโลก: พระเกศาบนดอยโกสิยะ
ตำนานฝ่ายพระเจ้าเลียบโลกเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมายังดอยโกสิยะ หรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเมืองแพร่เดิม บางคำเล่าเรียกเมืองนี้ว่าเมืองพล ก่อนที่เรื่องจะเชื่อมต่อกับชื่อเมืองแพร่ในภายหลัง ในตำนานนี้ ขุนลัวะอ้ายก้อมเป็นผู้เข้ามากราบสักการะ และได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าเพื่อนำไปบรรจุไว้ในเจดีย์
บางสำนวนของคติท้องถิ่นเล่ารายละเอียดต่อว่า พระเกศานั้นถูกนำไปบรรจุในท้องสิงห์ทองคำภายในเจดีย์ เรื่องนี้เป็นภาพเล่าที่แสดงความสำคัญของพระธาตุในฐานะที่บรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดตามความเชื่อของชุมชน แต่ในเชิงการอ่านหลักฐาน ควรถือว่าเป็นตำนานศาสนาท้องถิ่น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ทั้งหมด
ตำนานชุดนี้ยังทำให้ดอยโกสิยะกลายเป็นภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองแพร่ ไม่ใช่เพียงเนินเขาหรือที่ตั้งวัด แต่เป็นจุดที่ความทรงจำของผู้คนผูกไว้กับการมาเยือนของพระพุทธเจ้า การมอบพระเกศา และบทบาทของขุนลัวะอ้ายก้อมในฐานะผู้รับศรัทธาและผู้ดูแลการบรรจุพระธาตุ เรื่องเล่าเช่นนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมพระธาตุช่อแฮจึงถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางจิตใจของเมือง
ฉบับสุโขทัยและคำถามจากหลักฐานศิลปกรรม
อีกแนวหนึ่งที่ปรากฏในข้อมูลของหน่วยงานรัฐโยงพระธาตุช่อแฮกับพระราชพงศาวดารสุโขทัย โดยกล่าวถึงการสร้างเจดีย์บนดอยโกสิยธชัคคะบรรพต และการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เกี่ยวข้องกับพระมหาธรรมราชาหรือลิไท ช่วงเวลาที่ระบุอยู่ราว พ.ศ. 1879-1881 ตำนานสายนี้จึงไม่ได้เล่าว่าพระธาตุเริ่มจากเหตุการณ์สมัยพุทธกาลโดยตรง แต่เชื่อมการก่อสร้างหรือการบรรจุพระธาตุกับรัฐสุโขทัย
เมื่อเทียบกับตำนานพระเจ้าเลียบโลก ฉบับสุโขทัยมีน้ำหนักต่างกันในเชิงโครงเรื่อง เพราะเล่าผ่านกรอบกษัตริย์ พุทธศาสนา และการสถาปนาพระธาตุในยุคประวัติศาสตร์ที่ระบุปีได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ก็ยังเป็นคำบอกเล่าที่ต้องอ่านควบคู่กับหลักฐานประเภทอื่น ไม่ควรนำไปสรุปอย่างตายตัวว่าองค์เจดีย์ปัจจุบันมีอายุเท่ากับปีที่ตำนานระบุ
ในด้านโบราณคดีและศิลปกรรม ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีระบุว่าพระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยมแบบเมืองแพร่ และเสนออายุทางโบราณคดีไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 ซึ่งช้ากว่าช่วงเวลาที่ตำนานสุโขทัยกล่าวถึง ความต่างนี้อาจสะท้อนการบูรณะ การสร้างซ้ำ หรือการเปลี่ยนรูปแบบสถาปัตยกรรมในภายหลัง โดยไม่จำเป็นต้องลบคุณค่าของตำนานที่ชุมชนยึดถือ
ชื่อช่อแฮและความหมายของศรัทธาท้องถิ่น
ชื่อ “ช่อแฮ” เองก็มีคำอธิบายมากกว่าหนึ่งแนว แหล่งโบราณคดีบันทึกความเห็นว่าอาจมาจากผ้าแพรที่นำมาผูกบูชา หรือเกี่ยวกับผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก้อมนำมาถวาย ส่วนคติท้องถิ่นบางสำนวนเชื่อมคำว่าเมืองแพลหรือเมืองแพร่เข้ากับศรัทธาต่อพระธาตุช่อแพรหรือช่อแฮ คำอธิบายเหล่านี้เป็นร่องรอยว่าชื่อสถานที่ไม่ได้เป็นเพียงภาษา แต่เป็นการจดจำพิธีกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพระธาตุ
สิ่งที่เห็นชัดคือพระธาตุช่อแฮทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมหลายมิติของเมืองแพร่ ทั้งการบูชา การเล่าตำนาน การอธิบายถิ่นกำเนิด และการรักษาความต่อเนื่องของชุมชน การที่มีประเพณีไหว้พระธาตุประจำปีช่วยยืนยันบทบาทของวัดในชีวิตผู้คน โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ตำนานทุกฉบับตรงกันทั้งหมด
ดังนั้น การอ่านตำนานพระธาตุช่อแฮอย่างเหมาะสม คือการรับฟังความศรัทธาในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมยอมรับว่าข้อมูลประวัติศาสตร์และศิลปกรรมอาจให้ภาพคนละชั้นเวลา พระเกศาในตำนาน ขุนลัวะอ้ายก้อมในคำเล่า พระมหาธรรมราชาหรือลิไทในฉบับสุโขทัย และเจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยมในสายตานักโบราณคดี ล้วนเป็นส่วนประกอบที่ทำให้พระธาตุช่อแฮมีความหมายลึกกว่าการเป็นโบราณสถานเพียงแห่งเดียว



